11 พ.ย. 63 – จตช. เผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเบี้ยเลี้ยงโควิด-19

วันที่ 11 พ.ย. 63 พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนเรื่องการรับเบี้ยงเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) ซึ่งไม่เป็นไปตามสิทธิที่ควรจะได้นั้น ในเรื่องนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และท่าน ผบ.ตร.มีความห่วงใยและได้กำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา หากพบผู้กระทำผิด ก็ให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดทุกราย จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว หน่วยที่รายงานผลการตรวจสอบมาแล้ว คือ บช.น. ภ.1-9 ผลการตรวจสอบพบการกระทำผิดเป็น 2 กรณี คือ

กรณีแรก เป็นเรื่องร้องเรียนที่เกิดจากความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด(เช่น สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี จว.สุราษฎร์ธานี) กรณีนี้ผู้บังคับบัญชามีการชี้แจงทำความเข้าใจถูกต้องแล้ว

กรณีที่สอง พบการกระทำผิดจริง ซึ่งจำแนกได้ 3 ลักษณะ คือ

1. กระทำผิดระเบียบทางการเงิน แต่ไม่เจตนาทุจริต เช่น โอนเงินไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจการเงินแต่มีการนำเงินจำนวนมาแจกจ่ายให้กับผู้มีสิทธิไนภายหลังครบถ้วนแล้ว เช่น สภ.ป่าตอง จว.ภูเก็ต

2. กระทำผิดระเบียบทางการเงิน และส่อไปในทางทุจริต เช่น การโอนเงินไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์และต่อมาว่าผู้มีสิทธิได้รับเงินไม่ครบถ้วน

3. มีการทำถูกต้องตามระเบียบทางการเงิน แต่ส่อไปในทางทุจริต เช่น การให้ผู้มีสิทธิ์รับเงินถอนเงินคืนมาให้ อาจจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม

โดยในส่วนที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่า มีมูลกระทำผิด ก็ได้สั่งให้แต่ละกองบัญชาการแต่งตั้ง

คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป

สำหรับระยะเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงในภาพรวมทั้งหมดนั้น เนื่องจากหน่วยงานและผู้มีสิทธิ์

เบิกทั่วประเทศมีเป็นจำนวนมาก ต้องใช้เวลาตรวจสอบพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามในส่วนที่ตรวจพบการกระทำผิดแล้ว ก็ให้ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทุกราย และกองบัญชาการใดที่ยังตรวจสอบไม่ครบทุกหน่วยก็ให้ตรวจสอบให้ครบ 100% ถ้าพบการกระทำผิดเพิ่มเติม ก็ให้ดำเนินการทางวินัยโดยเด็ดขาด โดยให้รายงานมาให้ทราบทุกๆ 15 วัน ซึ่งสำนักงานจเรตำรวจ จะคอยติดตามเพื่อมิให้เกิดความล่าช้า ถ้ายังไม่เรียบร้อยหรือมีการร้องเรียนมาอีก ก็จะสั่งให้จเรตำรวจส่วนกลางลงไปดำเนินการ

พล.ต.อ.วิสนุฯ ยังได้กล่าวว่า “ต้องขอเรียนให้ทราบเพิ่มเติมว่า ท่านนายกฯ และท่าน ผบ.ตร. มีความห่วงใยข้าราชการตำรวจระดับปฏิบัติการเป็นอย่างมาก เพราะเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบาก เสียสละเพื่อพี่น้องประชาชนท่านจึงได้จัดสรรเงินงบประมาณมาให้เป็นเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะได้รับ และต้องให้ถึงมือผู้ปฏิบัติจริงๆ ดังนั้น

เมื่อปรากฎเรื่องร้องเรียนขึ้นมา ท่านก็ได้สั่งการให้มีการสั่งตรวจสอบเรื่องนี้ในทันที สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรื่องที่ทำการตรวจสอบอยู่นี้ แม้ไม่มีการร้องเรียนตามระบบทางราชการ เป็นการร้องเรียนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องผ่านไป เราก็รีบดำเนินการโดยทันที ไม่มีการละเว้น”

ในช่วงท้ายยังได้ให้ข้อมูลอีกว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น โดยเฉพาะระดับผู้บริหารหน่วย จะต้องเอาใจใส่ในเรื่องดังกล่าวทุกขั้นตอน ต้องเบิกจ่ายให้ถูกต้อง อีกทั้งยังจะต้องมีการสื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับรู้ข้อเท็จจริงกันอย่างทั่วถึงและชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดกันไป

“ผมคิดว่าการดำเนินการอย่างจริงจังในครั้งนี้ น่าจะเป็นการป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ผู้ที่คิดจะกระทำในลักษณะนี้อีกจะไม่กล้ากระทำอีก เพราะเกรงว่าจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย อีกส่วนหนึ่งก็คือ เราเปิดช่องทางร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสข้อมูลอย่างเปิดกว้างในทุกช่องทาง ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น ผ่านหมายเลข ๑๕๙๙ , ร้องเรียนมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำนักงานจเรตำรวจ ทั้งโดยการเข้ามาร้องเรียนด้วยตนเอง ทางไปรษณีย์ หรือทางเว็บไซต์ และในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการเช่น ผ่านสื่อโซเซียลมีเดียแขนงต่างๆ อันนี้เรารับฟังทั้งหมดครับ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ทำในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การกระทำในลักษณะนี้จะลดลงไปได้ แต่หากปรากฏขึ้นมาอีก เราก็จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่มีการละเวัน และมีบทลงโทษกับผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน อันนี้ ผมขอยืนยัน” พล.ต.อ.วิสนุฯ ได้กล่าวทิ้งท้าย