จับหนุ่มอ้างเป็นตำรวจ เรียกรับเงินช่วยคดีบริษัทยา และคลินิกเถื่อน

พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) จับกุมนายวันชัย อายุ 40 ปี ผู้ต้องหากระทำผิดฐานกรรโชก และฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น โดยจับได้ที่บริเวณริมทางสาธารณะ ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

ซึ่งพฤติการณ์ นายวันชัย ผู้ต้องหาช่วงเดือนมีนาคม 2560 ผู้ต้องหาอ้างตัวเป็นสารวัตรตำรวจ อยู่ สภ.สลุย จ.ชุมพร รับผิดชอบคดีที่มีการจับกุมยาแผนปัจจุบัน โดยผู้ต้องหาโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาและวัสดุการแพทย์รายใหญ่ ซึ่งเป็นยาอันตรายไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยบอกกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินมาจำนวน 150,000 บาท แล้วจะเคลียร์คดีและจะนำยาที่ตำรวจอายัดไว้มาคืนให้ และผู้ต้องหายังได้พูดข่มขู่บังคับผู้เสียหายรีบตัดสินใจ ถ้าไม่โอนเงินจำนวนดังกล่าวมาตนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ซึ่งด้วยความกลัวผู้เสียหายจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปให้ผู้ต้องหา หลังจากนั้นผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อผู้ต้องหาได้อีก จึงได้มาแจ้งความที่ สน.ภาษีเจริญ

จากนั้นช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 มีการจับกุมคลินิกเถื่อน 2 แห่ง โดยแห่งแรกเปิดเป็นคลินิกพัฒนาสายตา ตั้งอยู่ภายในซอยแห่งหนึ่งย่านเพชรเกษม และแห่งที่สองเปิดเป็นคลินิกเสริมความงาม ตั้งอยู่ที่ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยคลินิกทั้งสองแห่งดังกล่างมิได้มีการขออนุญาตประกอบสถานพยาบาลและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และจำหน่ายยาแผนปัจจุบันโดยมิได้รับอนุญาตและมิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา จึงทำการจับกุมผู้ต้องหาสองราย พร้อมด้วยของกลางหลายรายการ ต่อมาได้มีบุคคลอ้างตัวเป็นตำรวจ ปคบ. โทรศัพท์ไปหาผู้ต้องหาทั้งสองราย เพื่อเรียกรับเงิน โดยอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีได้ เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาทั้งสองรายหลงเชื่อ โอนเงินไปให้บุคคลดังกล่าว จำนวนเกือบ 200,000 บาท กระทั่งผู้ต้องหาทั้งสองรายทราบว่าภายหลังว่าถูกหลอกจึงได้แจ้งความ ต่อมา ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้สืบสวนจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุจำนวน 2 ราย และจากการสืบสวนขยายผลพบว่านายวันชัย เป็นหัวหน้าขบวนการ

จากการตรวจสอบผู้ต้องหาเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วจำนวนหลายครั้ง โดยมักหลอกลวงอ้างตัวเป็นตำรวจหน่วยงานต่างๆ และเป็นอัยการ เพื่อเรียกรับเงินจากผู้ต้องหา แลกกับการวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีให้ผู้ต้องหาพ้นจากการถูกดำเนินคดี โดยมีหมายจับอีก 15 คดีที่เกี่ยวกับการกรรโชกและฉ้อโกงทรัพย์ในอีกหลายจังหวัด