ตำรวจ ปปป. รวบข้าราชการ สังกัดกระทรวงทรัพย์ฯ เรียกรับสินบน อำนวยความสะดวกคดีไม้พะยูง

พล.ต.ท.ต่อศักดิ์สุขวิมล ผบช.ก.ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา รอง ผบช.ก. เป็นผู้ควบคุมและอำนวยการปฏิบัติ ชุดจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 รำย คือ นายสุรเดช อายุ 58 ปี ข้าราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยกล่าวหาว่า “เป็นเจ้ำพนักงาน เรียกรับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกำรกระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้หนึ่ง ผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต 

และจับกุม น.ส.กษพรรณ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาคนที่ 2 โดยกล่าวหาว่า “เป็นผู้สนับสนุน เจ้ำพนักงาน เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดย มิชอบเพื่อการกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ผลการจับกุม นายสุรเดช พบมีหลักฐานของกลางคือเงินสดที่เรียกรับเงิน 2 ล้านบาท กรณีคืนของกลางไม้พะยูง 600 ล้านบาท โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง 

พฤติการณ์ในการจับกุมมาจากเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2564 นายคำสะไหว พมมะจัน อายุ 51 ปี นักธุรกิจค้าไม้สัญชาติลาว ผู้เสียหายเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 ตามข้อกล่าวหาข้างต้น เหตุเนื่องจากผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นผู้แทน Phongsavanh wood industy ซึ่งเป็นนิติบุคคลเจ้าของสิทธิ์ในไม้พะยูง จำนวน 11 ตู้คอนเทนเนอร์มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบำลไทยยึดไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็นคดีความที่ถูกนำเข้ำสู่ กระบวนการพิจารณาของศาลไทย และมีการต่อสู้คดีความกันในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนในที่สุดถึงชั้นศาลฎีกา ได้มี คำพิพากษายกฟ้องจำเลย และให้คืนไม้ของกลางแก่ นายคำสะไหว ผู้เสียหาย 

ต่อมานายสุรเดช ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ร่วมกันตรวจยึดไม้พะยูง ของกลาง ได้ติดต่อผู้เสียหาย เรียกรับเงินจำนวน 2 ล้านบาทแลกกับการที่นายสุรเดช จะตอบหนังสือของกองกฎหมายสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า “ไม่ขัดข้อง ที่จะคืนไม้ของกลางให้กับนายคำสะไหว” ผู้เสียหายกับพวกเห็นว่าเป็นกำรขูดรีดและรังแกนักธุรกิจต่างชาติที่ไม่เป็นธรรมของข้าราชการไทย จึงเดินไปร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนำคม 2564 นายสุรเดช ได้นัดหมายให้ผู้เสียหาย น้ำเงินไปมอบให้ ที่ จ.มุกดาหาร ผู้เสียหายจึงรายงานให้ตำรวจชุดจับกุมทราบและร่วมกันวางแผนจับกุม โดยผู้เสียหายได้นำเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท โดยได้ทำตำหนิไว้ปึกละ 1 แสนบาท ใส่ไว้ในถุงพลาสติก หูหิ้ว ไปส่งมอบให้นายสุรเดช ที่ร้านกาแฟนินจา ตามที่นายสุรเดช กำหนดเวลาและสถานที่ 

เมื่อถึงเวลานัด ตำรวจชุดจับกุมได้เข้าแฝงตัวใกล้สถานที่นัดหมาย เห็นเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่นายสุรเดช พบกับผู้เสียหาย ได้สนทนากันอยู่สักครู่หนึ่ง นายสุรเดช ได้สั่งให้ น.ส.กษพรรณ ผู้ต้องหำคนที่ 2 เดินไปรับเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากรถ ของผู้เสียหายที่จอดอยู่ด้านหน้าของร้ากาแฟ หลังจากที่ผู้ต้องหาที่ 2 รับเงิน  2 ล้านบาทแล้ว ตำรวจจึงแสดงตัวเข้ำจับกุม ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาข้างต้น โดยผู้ต้องหาที่ 1 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาที่ 2 ให้การรับสารภำพตลอดข้อกล่าวหา