กองปราบทลายเครือข่ายปั่นFake news โจมตีบริษัทนมข้นยี่ห้อดัง

พ.ต.อ.มนตรี เทศขัน รอง ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายขบวนการปั่น FAKE NEWS โจมตี บริษัทนมชื่อดัง หลังเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.1 บก.ป. สนธิกำลังร่วมกับ ตำรวจ บก.ปอท. นำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายใน กทม. จำนวน 17 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 14 รายตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา, อั้งยี่และซ่องโจร, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันบิดเบือนข้อมูลที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชน” พร้อมของกลาง สมุดบัญชีธนาคาร, เครื่องมือสื่อสาร, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เอกสารเกี่ยวกับการเงิน และอื่นๆ รวมกว่า 100 รายการ

พ.ต.อ.มนตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563 บริษัทนมข้นดังกล่าว ได้ส่งตัวแทนเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่าถูก เพจเฟซบุ๊ค ที่ชื่อ “ฉาว ต้อง แฉ “โพสต์ภาพและข้อความ ลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น ทำให้ทางบริษัทได้รับความเสียหาย จึงขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี จากการสืบสวนจึงขยายผลตรวจสอบจนทราบว่าแอดมินเพจดังกล่าวเป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ได้รับการว่าจ้างจากเจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมรายหนึ่ง เป็นจำนวนเงิน 12 ล้านบาท ซึ่งเคยทำธุรกิจร่วมกับบริษัทของผู้เสียหาย เพื่อให้สร้างข่าวปลอมทำลายภาพลักษณ์บริษัทของผู้เสียหาย

จากการสืบสวนยังทราบอีกว่า เพจดังกล่าวได้กระทำมาตั้งแต่กลางปี 2562 มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน อาทิ คนรวบรวมข้อมูลบริษัทผู้เสียหายมาสร้างประเด็นโจมตี และ คนยื่นหนังสือตรวจสอบคุณภาพตามหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง คนเผยแพร่ข้อมูลโจมตีตามสื่อสังคมออนไลน์ และคนประสานงาน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับจนนำมาสู่การจับกุมตัวได้ดังกล่าว ทั้งนี้สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมทั้ง 14 รายนั้น ประกอบได้ด้วยผู้ว่าจ้าง ทนายความ คนกลางในการติดต่อว่าจ้างและผู้ที่อยู่ในขบวนการปั่น Fake news ซึ่งทราบว่าในจำนวนนี้มีอดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ร่วมอยู่ด้วย

พ.ต.อ.มนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุการว่าจ้างในครั้งนี้ มาจากปัญหาความขัดแย้งเชิงธุรกิจระหว่าง2บริษัท แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ในสำนวนการสอบสวน ซึ่งหากผู้ต้องหาประสงค์จะยื่นขอประตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีหลักฐานที่เชื่อว่าจะสามารถดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าวได้