พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. แจงใช้สายเคเบิลพันข้อมือ“อดีตผู้กำกับโจ้”คือเครื่องพันธนาการ ซึ่งพิจารณาใช้ตามหลัก “ความจำเป็นและสมควรแก่เหตุ” และพร้อมดูแลผู้ถูกข่มขู่หากมีการร้องขอ

จากกรณีที่ได้ผู้ออกมาให้ข้อสังเกตและคำถามที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการของตำรวจในคดี พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ หรือ ผู้กำกับโจ้ พร้อมพวก ว่าปฎิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจแตกต่างจากผู้ต้องหาทั่วไป อาทิการใช้สายเคเบิลพันข้อมือหลวมๆไว้ด้านหน้า อีกทั้งก่อนการแถลงข่าวมีการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้ต้องหาและให้โอกาสแก้ต่างกับสังคม ซึ่งต่างจากผู้ต้องหาทั่วไป สังคมสงสัยว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่นำคลิปหลักฐานมาเผยแพร่ เพราะยังไม่มีการออกมารับประกันความปลอดภัย รวมถึง การตัดตอนข้อมูลที่เชื่อมโยงไปยังผู้ที่พาผู้ต้องหามามอบตัวซึ่งมีส่วนในการพาหลบหนี และคดีดังกล่าวเป็นการยืนยันว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจากคลิปภาพหลักฐานดังกล่าวยืนยันว่าการซ้อมทรมานมีจริง

โดย พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 / โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงข้อวิจารณ์ว่า

1.การใช้เครื่องพันธนาการผู้ต้องหานั้น เจ้าหน้าที่พิจารณาใช้ตามหลัก “ความจำเป็นและสมควรแก่เหตุ” กรณีผู้กำกับโจ้เข้ามอบตัวและปรากฎภาพในสื่อต่าง ๆ ช่วงระหว่างนั่งอยู่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในบริเวณดังกล่าวจำนวนมาก มีการรักษาความปลอดภัยและป้องกันมิให้ผู้กระทำผิดหลบหนี ซึ่งในส่วนของ “สายเคเบิล” ที่นำมาใช้พันข้อมือ (Cable tie) ผู้กำกับโจ้นั้น มีคุณสมบัติที่ทนทานสามารถใช้เป็นเครื่องพันธนาการได้ และสายเคเบิลดังกล่าวก็ยัง “ถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในนานาอารยประเทศ” เช่นกัน

“การแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหา” เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ใน “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหา ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว

ในส่วนของผู้ต้องหา “มีสิทธิที่จะให้การ หรือ ไม่ให้การก็ได้” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน สรุปสำนวนคดีส่งไปยังพนักงานอัยการและนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

  1. คลิปภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่อาจใช้ลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายได้ ซึ่ง “หากมีการร้องขอจากผู้ที่ถูกข่มขู่ คุกคาม” จากผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ดูแล รักษาความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่

ซึ่งในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม “จับกุม” นำตัว “7 ผู้ต้องหา” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ทั้งหมดทุกคนที่ถูกออกหมายจับแล้ว จึงขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นและติดตามความคืบหน้าต่อไป

3.ตามคดีที่เกิดขึ้น ผู้กระทำผิดมีการใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย จนนำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อปรากฏพยานหลักฐานการกระทำผิดอย่างชัดเจน ได้มีการดำเนินการทางวินัยและทางอาญา ตามกฎหมายอย่าง “เด็ดขาดและรวดเร็ว” โดยมีการออกหมายจับตำรวจที่กระทำความผิด และสามารถติดตาม “จับกุมตำรวจทุกคนที่ถูกออกหมายจับมาได้อย่างครบถ้วนแล้ว”

พร้อมยืนยันกรณีดังกล่าวจะเป็นตัวอย่าง “เตือนใจ” แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด