ตร. เตือนภัยการหลอกขายสินค้าบนโลกไซเบอร์อาจส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายร้ายแรงกว่าที่คิด

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยการหลอกขายสินค้าบนโลกไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายร้ายแรงกว่าที่คิดตามมาได้ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พี่น้องประชาชนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจกรรมหรือธุรกรรมทางการเงินต่างๆ โดยหันมาทำผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นมากขึ้น แต่ก็มีเหล่ามิจฉาชีพได้อาศัยช่องว่างดังกล่าวในการหาผลประโยชน์ในทางทุจริต ด้วยการหลอกขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมักจะโฆษณาว่าเป็นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี สภาพดี ราคาถูก มีขั้นตอนในการซื้อขายไม่ซับซ้อน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไป แต่ปรากฏว่าไม่มีการส่งสินค้าเกิดขึ้นจริง และผู้เสียหายก็ไม่สามารถติดต่อผู้ขายได้ ซึ่งจากการกระทำลักษณะดังกล่าวนอกจากจะส่งผลให้ผู้เสียหายสูญเสียทรัพย์สินแล้ว อาจส่งผลกระทบอย่างอื่นที่ร้ายแรงกว่าที่คิดตามมาได้ ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.นาหวาย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 64 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากพ่อแม่ของเด็กชายอายุ 14 ปี ที่เสียชีวิตเนื่องจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งสาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่เด็กชายที่เสียชีวิตได้ทำการติดต่อซื้อขายโทรศัพท์มือถือผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อจะนำมาเรียนออนไลน์ และได้ชำระเงินค่าสินค้าไปเป็นจำนวน 5,000 บาทเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 64 แต่ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังไม่ได้รับสินค้าและไม่สามารถติดต่อผู้ขายได้ ทำให้เด็กชายคนดังกล่าวเกิดความเครียดสะสม จนเริ่มมีอาการปวดหัวและเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกส่งผลให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยในตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ต้องหาแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับต่อไป ซึ่งการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นในทุกวัน จากสถิติของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 63 – ปัจจุบัน ได้รับแจ้งคดีในลักษณะการหลอกขายสินค้าออนไลน์จำนวน 472 คดี มีการจับกุมไปแล้วกว่า 200 คดี และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงมีการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาโดยตลอด จึงขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพ

การหลอกขายสินค้าออนไลน์นั้น เข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในฐานความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายจะต้องเข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนในท้องที่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงเตรียมหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักฐานการโอนเงิน บันทึกการสนทนา รายการเดินบัญชี เป็นต้น เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงแนวทางการหลีกเลี่ยงป้องกันการถูกหลอกหลอกขายสินค้าออนไลน์ โดยให้ตรวจสอบให้ดีว่าผู้ขายสินค้ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด เคยมีผู้ซื้อคนอื่นได้รับสินค้าจริงหรือไม่ หลีกเลี่ยงการซื้อขายสินค้าที่มีคุณภาพดี แต่มีเงื่อนไขการซื้อขายง่ายเกินไป หรือมีราคาถูกเกินกว่าปกติ รวมถึงผู้ปกครองต้องคอยดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และขอให้คอยติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อจะได้รู้ทันกลโกงของเหล่ามิจฉาชีพ นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง