รองโฆษก ตร. ยืนยัน ครม. อนุมัติขยายเวลาเปิดรับนักท่องเที่ยว Special Tourist VISA ต่ออีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 65

จากกรณีที่มีการเสนอข่าวในสื่อต่าง ๆ เรื่อง ครม. อนุมัติขยายเวลาเปิดรับนักท่องเที่ยว Special Tourist VISA ต่ออีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 65

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวจริง โดยได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist VISA (STV) ต่อไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2564 ไปสิ้นสุด 30 ก.ย. 2565 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการอนุมัติประกาศกระทรวงมหาดไทย 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ Special Tourist Visa (STV) และเรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ เข้ามาท่องเที่ยวโดยเรือสำราญและกีฬา (เรือยอร์ช)

สำหรับการขยายระยะเวลาโครงการนี้จะสนับสนุนให้คนต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง ที่มีความประสงค์เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อพำนักในประเทศไทยระยะยาว (Long Stay) ตั้งแต่ 90-270 วัน เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และมีรายได้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ขณะที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า ผลการดำเนินงานในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และกลุ่ม Long Stay เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านแนวทาง STV จำนวน 5,609 ราย สร้างรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,243 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน และโครเอเชีย ส่วนจังหวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไป หลังกักตัวตามมาตรการแล้ว ได้แก่ กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ภูเก็ต อุดรธานี ชลบุรี(พัทยา) ปทุมธานี นนทบุรี เชียงใหม่ และระยอง โดยส่วนใหญ่พำนักในประเทศไทยเฉลี่ย 90 วัน และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ หรือโทร. 02-618-2323

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่
เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com
เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER
ทวิตเตอร์ @AFNCThailand
ไลน์ @antifakenewscenter
และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ