รอง โฆษก ตร. เผย ข่าวบิดเบือน กรณีแจ้งเตือนเฝ้าระวังพายุ 3 ลูกเข้าไทย ทำน้ำท่วม

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันว่า เป็นข้อมูลข่าวบิดเบือน กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ เรื่องผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เตือนคนไทยเตรียมรับมือ พายุ 3 ลูก และเฝ้าระวังน้ำท่วม

โดยทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน กรมอุตุนิยมวิทยา มิได้แจ้งเตือนตามที่มีการแชร์และส่งต่อกันในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด

ซึ่งจากการติดตามพายุโซนร้อน “ไลออนร็อก” บริเวณอ่าวตังเกี๋ย มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมือง ฮานอย ประเทศเวียดนาม พายุนี้เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง บริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในคืนวันที่ 10 ต.ค. 2564 และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับต่อไป

ลักษณะเช่นนี้ จะทำให้ภาคเหนือ ด้านตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเมฆฝนเพิ่มขึ้น เป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนมากทางตอนบนของภาค

ส่วนฝนที่ตกหนักบางแห่งทางภาคใต้ จะมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย

ส่วนพายุโซนร้อน “คมปาซุ” ยังอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก ค่อนไปทางเหนือ ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบกับสภาพอากาศของประเทศไทย พายุนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง ซึ่งเมื่อพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบ กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีประกาศเตือนภัยเป็นระยะ ๆ ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจาก กรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook: กรมอุตุนิยมวิทยา, Application: Thai weather หรือติดต่อสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิดสามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่านช่องทาง ได้แก่

เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com

เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER

ทวิตเตอร์ @AFNCThailand

ไลน์ @antifakenewscenter

ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87

และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ