สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เลื่อน 3 ชั้นยศ ข้าราชการตำรวจ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ระหว่างกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กรณีอุบัติเหตุรถบรรทุก 6 ล้อ ของชุดปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 (กก.ตชด.13 ) จ.กาญจนบุรี ชนเสาไฟฟ้า บริเวณถนนสิงห์บุรี – บางระจัน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ ด.ต. ถวิล แสนทวีสุข ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตระเวนชายแดนที่ 13 (ผบ.กก.ตชด.13) เสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 4 นาย คือ ด.ต. ชูชีพ นิลเปี่ยม, ด.ต.กิตติ นาคราม, ส.ต.ท.ดนัย หัตถกรรม, ส.ต.ท.ณัฐพล ทับทิม ซึ่งทั้งหมดพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลสิงห์บุรี

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บังคับบัญชาระดับสูง และพี่น้องข้าราชการตำรวจขอร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวของข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต พร้อมทั้งขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังข้าราชการตำรวจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละทุ่มเทแรงกายและแรงใจ ในการดูแลความปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทั้งนี้ หน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องสวัสดิการต่างๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ บรรเทาความเดือดร้อนแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจต่อไป

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ข้าราชการตำรวจผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะได้รับโดยประมาณ คือ ด.ต.ถวิล แสนทวีสุข ผู้เสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 1,526,550 บาท การพิจารณาความชอบ จำนวน 3 ชั้นยศ เลื่อนยศเป็น ร.ต.อ. พร้อมทั้งบรรจุทายาท จำนวน 1 ราย

สำหรับ ด.ต.ถวิล แสนทวีสุข เป็นนักเรียนพลตำรวจรุ่นที่ 46 โรงเรียนตำรวจภูธรภาค 7 จว.นครปฐม

ส่วน ด.ต.ชูชีพ นิลเปี่ยม, ด.ต.กิตติ นาคราม และ ส.ต.ท.ณัฐพล ทับทิม ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จะได้รับเงินช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้นรายละ 105,000 บาท และ ส.ต.ท.ดนัย หัตถกรรม ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส จะได้รับเงินช่วยเหลือ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 8,000 บาท

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกส่วนหนึ่งเข้าทำการจับกุมนายจะอื่อ อายุ 36 ปี และนายจะนู (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ที่นั่งรออยู่บริเวณศาลาที่พักริมทางสามแยกปิงโค้ง ขาเข้าเมือง แต่ในชั้นจับกุมทั้งคู่ให้การปฏิเสธว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติดแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย เพื่อดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย ส่วนนายอาคาริ ซึ่งหลบหนีไป ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้กำชับและสั่งการให้ทำการออกหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าวแล้ว และให้เร่งติดตามจับกุมตัว มาดำเนินคดีกฎหมายต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ระบุว่า การจับกุมและตรวจยึดของกลางยาเสพติด เป็นเฮโรอีนจำนวน 35 กิโลกรัมในครั้งนี้ ถือเป็นการจับกุมตรวจยึดของกลางจำนวนมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตด้วยว่าลักษณะการบรรจุหีบห่อแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะไม่ได้บรรจุเป็นแท่ง แต่บรรจุใส่ถุงเหมือนกับแป้งมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร สันนิษฐานว่า น่าจะทำเพื่อให้ง่ายต่อการหลบเลี่ยงและการซุกซ่อนจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่