รองโฆษก ตร. ยืนยันข่าวจริง กรณี “การทางพิเศษฯ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง ในวันที่ 13 ต.ค. 64” เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการประจำปี จึงยกเว้นค่าผ่านทางเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน

ค่าผ่านทางพิเศษ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันข้อมูลข่าวจริง เรื่อง “การทางพิเศษฯ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง ในวันที่ 13 ต.ค. 64”

โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า : เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพุธที่ 13 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทาน ฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL)

เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน จึงได้ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษรวม 3 สายทาง ตั้งแต่เวลา 00.01-00.00 น. จำนวน 1 วัน ดังนี้

1.ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 19 ด่าน
2.ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 31 ด่าน
3.ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จำกัดการให้บริการทางพิเศษทุกด่าน ทุกสายทาง เว้นแต่รถที่ได้รับอนุญาตตามข้อกำหนด ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางพิเศษอยู่บ้าน “หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และขอแนะนำผู้ใช้บริการหากท่านต้องใช้ทางพิเศษเพื่อเดินทางในวันปกติ ควรสมัครใช้บัตร Easy Pass เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับธนบัตรหรือเหรียญซึ่งอาจจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค รวมถึงใช้บริการเติมเงิน ในบัตร Easy Pass ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะได้รับความสะดวกรวดเร็วแล้วยังจะช่วยลดความเสี่ยงจากการรับหรือแพร่เชื้อ COVID-19 ได้อีกด้วย

เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.mot.go.th หรือโทร. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ EXAT Call Center 1543

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน ช่องทาง ได้แก่
เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com
เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER
ทวิตเตอร์ @AFNCThailand
ไลน์ @antifakenewscenter
ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87
และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ