ผบ.ตร. เข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน หลังถูกตำรวจน้ำสกัดจับ ลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล ผิดกฎหมาย

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และ กรมสรรพสามิต เข้าตรวจสอบ เรือบรรทุกน้ำมัน ชื่อ MITA บริเวณปากร่องน้ำเจ้าพระยา หลังฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตำรวจน้ำ รับแจ้งจากสายลับเมื่อช่วงเช้าวานนี้(14 ต.ค.64)ว่า เรือดังกล่าวมีการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลผิดกฎหมาย

พล.ต.อ.สุวัฒน์ ระบุว่า เมื่อวานนี้(14 ต.ค.64) ตำรวจน้ำสามารถจับนายนิมิตร์ กัปตันเรือพร้อมลูกเรืออีก 8 คน ซึ่งเรือดังกล่าว เป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่มีระวางเรือความจุ 1.2 ล้านลิตร ภายในพบน้ำมันดีเซล ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า มีปริมาณทั้งหมดเท่าใด ส่วนการตรวจสอบเอกสารเดินเรือ และใบอนุญาตใช้เรือรวมถึงเอกสารที่แสดงที่มาของน้ำมันเชื้อเพลิง กัปตันเรือยังไม่สามารถนำเอกสารมาชี้แจงต่อตำรวจได้ ขณะนี้เก็บรักษาเรือดังกล่าวไว้ เพื่อเตรียมพิจารณาหาที่จัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจจะมีการจัดเก็บตัวน้ำมันไว้ หรืออาจจำหน่ายและเก็บเป็นตัวเงินไว้แทน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหากัปตันเรือ ตามความผิด พ.ร.บ.ศุลกากรมาตราที่ 242 ข้อหาผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของ ซึ่งได้รวมอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ , ความผิดตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต มาตรา 204 (1) ข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่ไม่เสียภาษีเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่าย โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับตั้งแต่ 5 เท่าถึง 15 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินด้วย

สำหรับการสอบปากคำ กัปตันเรือ เบื้องต้นให้การเป็นประโยชน์ ทั้งในส่วนที่มาของน้ำมัน และปลายทาง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ โดยตำรวจคาดการณ์จากหลักฐาน และแนวทางการสืบสวน เชื่อว่า น้ำมันทั้งหมด เป็นน้ำมันที่ส่งออกจากภายในประเทศไทยและมีการพยายามนำวนกลับมาเพื่อจำหน่าย ซึ่งจากนี้ตำรวจจะตั้งคณะทำงานร่วมภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมทั้งหน่วยงานกรมศุลกากร ทำการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อขยายผลติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่น รวมถึงตัวผู้ที่รับซื้อดำเนินคดีต่อไป