รองโฆษก ตร. ยืนยันข่าวจริง “เยียวยาแท็กซี่-จักรยานยนต์รับจ้าง ที่มีอายุเกิน 65 ปี” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน จากการปฏิบัติตามมาตรการจำกัดการเดินทางของภาครัฐ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันข้อมูลข่าวจริง กรณีเรื่อง เยียวยาแท็กซี่-จักรยานยนต์รับจ้าง ที่มีอายุเกิน 65 ปี ใน 29 จังหวัด จ่ายสูงสุดคนละ 1 หมื่นบาท

โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่า ข้อมูลดังกล่าวที่มีการส่งต่อในสื่อออนไลน์นั้น เป็นข้อมูลจริง พร้อมชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มอาชีพดังกล่าว ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติจากการปฏิบัติตามมาตรการจำกัดการเดินทางของภาครัฐ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ขับรถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่อยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ และไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33, 39 และมาตรา 40 ที่ประกอบอาชีพอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 29 จังหวัด รวม 16,694 คน แบ่งเป็น กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ 12,918 คน และ รถจักรยานยนต์สาธารณะ 3,776 คน ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน กรอบวงเงิน 166.94 ล้านบาท

ทั้งนี้ สำหรับเงื่อนไขของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่มีอายุเกิน 65 ปี และมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และบัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ โดยการจ่ายเงินเยียวยานั้น ในส่วนของ 13 จังหวัดตามข้อกำหนดฉบับที่ 25 และฉบับที่ 28 ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จะได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 10,000 บาทต่อคน (คนละ 5,000 บาท จำนวน 2 เดือน) ส่วนกลุ่มที่ประกอบอาชีพดังกล่าวใน 16 จังหวัดตามข้อกำหนดฉบับที่ 30 จะได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 5,000 บาท ต่อคน (คนละ 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน)

สำหรับวิธีการจ่ายเงิน จะโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เฉพาะการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน หรือตามวิธีการอื่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ หรือโทร 02-618-2323

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ