พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. ได้รับการยืนยันข้อมูล ข่าวจริง กระทรวงสาธารณสุข เตรียมออกมาตรการไปที่สาธารณะ ต้องแสดงหลักฐานฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 เข็ม เมื่อทำกิจกรรมในที่สาธารณะ

วัคซีนโควิด

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันข้อมูล ข่าวจริง กรณีที่มีการนำเสนอข่าว เรื่อง กระทรวงสาธารณสุขเตรียมออกมาตรการไปที่สาธารณะ ต้องแสดงหลักฐานฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 เข็ม

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

โดยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมอนามัย และผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในสภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถานการณ์โควิด 19 ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนและมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขรองรับการเปิดประเทศ
ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมี 4 ปัจจัย ที่ทำให้มีความเสี่ยงจะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้แก่ การเปิดประเทศ การเปิดเรียน การผ่อนคลายให้กิน-ดื่มในร้านอาหารได้ และการรวมตัวทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้จำนวนหนึ่ง

กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งเน้นการดำเนินงาน 4 ส่วน ได้แก่

  1. V- Vaccine เร่งรัดการฉีดวัคซีนให้ทุกคนบนแผ่นดินไทยให้ได้ 100 ล้านโดส
  2. U- Universal Prevention ให้ประชาชนใช้มาตรการป้องกันตนเองสูงสุด
  3. C-COVID Free Setting ร้านค้า และ สถานประกอบการใช้มาตรการพื้นที่ปลอดโควิด 19
  4. A-ATK ใช้ชุดตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง

เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับคนในประเทศ ช่วยให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด 19 และได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ขณะนี้ฉีดได้ถึง 85 ล้านโดสแล้ว ตั้งเป้าให้ได้ 100 ล้านโดสในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยให้หน่วยงานฝ่ายปกครองในพื้นที่สำรวจ ติดตามประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนให้มาฉีดให้มากที่สุด รวมไปถึงแรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย แบ่งเป็นเข็ม 1 จำนวน 8 ล้านโดส เข็ม 2 และ เข็ม 3 รวม 5.8 ล้านโดส

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะปรับรูปแบบการฉีดวัคซีนให้สะดวกกับประชาชนมากขึ้น เช่น จัดทีมฉีดวัคซีนเชิงรุกให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง จัดสัปดาห์รณรงค์การฉีดวัคซีน

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยและโรงเรียนแพทย์จะสื่อสารทำความเข้าใจ และให้ข้อมูลวัคซีนแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง ส่วนผู้ประกอบการจะช่วยจัดระบบป้องกันไม่ให้มีการติดและแพร่เชื้อได้ และดูแลให้พนักงานได้รับวัคซีนครบโดส

โดยในส่วนของ ศบค. มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาฉีดวัคซีนมากขึ้น โดยอาจพิจารณาเรื่องการแสดงผลการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส เมื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ในที่สาธารณะ เพื่อความปลอดภัยและถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงอาจเพิ่มมาตรการจูงใจต่าง ๆ

สำหรับสถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ภาพรวมมีแนวโน้มลดลง แต่ยังพบการติดเชื้อต่อเนื่องบางจุด เช่น เรือนจำ กลุ่มแรงงานประมง แคมป์ก่อสร้าง ค่ายฝึกทหาร สถานประกอบการ ตลาด และการจัดพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น

ซึ่งสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อลดลงมีส่วนทำให้ประชาชนคลายความกังวลและไม่ไปรับการฉีดวัคซีน จึงขอย้ำให้ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนรีบมารับการฉีด เพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิต เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโควิด 19 ได้ สำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางมาฉีดวัคซีนที่จุดบริการ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้ได้รับการฉีดเชิงรุก สำหรับพื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนมาตรการ ขอให้สถานประกอบการปฏิบัติตาม และศึกษาแนวทางอย่างเคร่งครัด

เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://ops.moph.go.th/public/ หรือโทร. 02 5901000

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่านช่องทาง ได้แก่
เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com
เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER
ทวิตเตอร์ @AFNCThailand
ไลน์ @antifakenewscenter
ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87
และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ