พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เปิดอาคารกองบัญชาตำรวจท่องเที่ยว เตรียม 3 มาตรการรองรับนโยบายรัฐบาลผ่อนคลายเดินทางเข้าประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2565

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2565 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารที่ทำการกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) บริเวณพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จว.สมุทรปราการ และตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญให้กำลังใจข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวกว่า 2,000 นาย โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ชยพล ฉัตรชัยเดช ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.มนตรี ยิ้มแย้ม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผบช.ทท., พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. ร่วมในพิธี

ภายหลัง ผบ.ตร. ประธานในพิธีเดินทางกลับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ เปิดเผยว่าตามนโยบายรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันการฟื้นตัวการท่องเที่ยวและผ่อนคลายมาตรการควบคุมป้องกันโรค เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ สามารถดำรงชีวิต และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ปกติ นอกจากนี้ยังปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินเข้าประเทศได้สะดวก ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากยิ่งขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย บช.ทท. และ สตม. มีการเตรียมมาตรการรองรับ 3 มาตรการ ดังนี้

  1. ด้านความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการ โดยเฉพาะขั้นตอนการเข้า – ออกประเทศ สตม. ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ไว้ประจำสนามบินนานาชาติ ทั้ง 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ กว่า 2,000 นาย มีการเสนอให้ยกเว้นการยื่นรายการของคนต่างด้าว ซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ตม.6) เฉพาะกรณีการเดินทางผ่านด่านท่าอากาศยาน อยู่ระหว่างรอผู้มีอำนาจลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณปลายเดือน มิถุนายน 2565 นอกจากนี้ยังจัดทำโครงการนำร่อง การขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e – Extension นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการให้บริการ เพื่อลดความแออัด ลดขั้นตอน และระยะเวลาการให้บริการ รวมถึงการลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 คาดจะสามารถเปิดให้บริการแก่คนต่างด้าวได้ประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2565
  2. ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การระวังป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 ทั้งเจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยว รวมถึงอุบัติภัยหรืออาชญากรรมต่าง ๆ สั่งการให้ สตม. และ บช.ทท. เชิญผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว มาประชุมเพื่อขอความร่วมมือให้มีการแจ้งที่พักตามกฎหมายให้ครบถ้วน 100% เพื่อสะดวกในการติดตามตัว และดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหมั่นออกกวดขันตรวจตราผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน นอกจากนี้ยังสั่งการให้ ตำรวจท่องเที่ยว ประสานผู้ประกอบการในพื้นที่ตนเองในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปพักอาศัย หรือใช้บริการสถานที่ต่าง ๆ ให้มีความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว โดยตำรวจท่องเที่ยวได้พัฒนาระบบแบบตรวจมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อนำไปเป็น ระบบปฏิบัติการสายตรวจตำรวจท่องเที่ยว และการจัดเก็บข้อมูลท้องถิ่น รวมถึงจุดเสี่ยง จุดล่อแหลม ให้มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ ครอบคลุมทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีโครงการ Tourist Police i lert u เป็นแอปพลิเคชัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถดาวน์โหลด พร้อมติดตั้งในโทรศัพท์มือถือ เพิ่มช่องทางการติดต่อ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยว หากเกิดเหตุกับนักท่องเที่ยว แอปพลิเคชันดังกล่าวยังสามารถระบุพิกัดสถานที่ของนักท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ และนำไปสู่การประสานงานและช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ข้อมูลจากนักท่องเที่ยวจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์ Hot line 1155 ให้บริการ 30 คู่สาย ตลอด 24 ชม. มีล่ามภาษา 5 ภาษา คือ อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เกาหลี, รัสเซีย และ จีน พร้อมให้บริการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แจ้งเหตุ ร่วมกับ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 32 สถานี และบูรณาการกับหมายเลขศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 สอดประสานทำงานร่วมกับสถานีตำรวจทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว
  3. ด้านของการให้บริการให้นักท่องเที่ยวเกิดความ “อบอุ่น ประทับใจ” ที่ได้มาเที่ยวประเทศไทยนั้น มีการขอความร่วมมือภาคีเครือข่าย และประชาชนดูแลนักท่องเที่ยวให้เกิดความ “อบอุ่น ประทับใจ” สถานที่ท่องเที่ยวต้องมีมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ กล่าวอีกว่า ผบ.ตร. กำชับให้มีการประสานกับหน่วยราชการในพื้นที่ออกตรวจสอบสถานประกอบการ แหล่งมั่วสุม หรือสถานที่มีประชาชนแออัดจำนวนมาก หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และยังกำชับตำรวจทุกนายห้ามมีส่วนข้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดทุกรูปแบบไม่ว่าจะโดยตรง หรือทางอ้อม หากตรวจสอบพบว่าพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย ก็จะมีโทษ ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งมายังสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#มั่นใจทุกข่าวสารตำรวจเพื่อคุณ
#policeofficial
#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ