พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งปรับโฉม ศปอส.ตร. กำชับหน่วยรับผิดชอบ เดินหน้าเชิงรุก ป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 468/2565 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2565 เรื่องการรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ “ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)”

เนื่องจากปัจจุบันคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระทำความผิดที่หลากหลายซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินการรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้ออกคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป

คำสั่งดังกล่าว มีใจความสำคัญ อาทิ

1.ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีผู้แจ้งมาแจ้งความร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน

2.ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีผู้แจ้ง ได้แจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ การกำหนดลักษณะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยให้สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนรับผิดชอบทำการสอบสวน ดังนี้

-คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า ซื้อขายบริการ

-คดีข่มขู่หรือคุกคามทางเพศ

-คดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือข่มขู่คุกคาม

-คดีหลอกลวงให้โอนเงินที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ

ให้สถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 – 9 รับผิดชอบการสอบสวน

-คดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน

-คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน

-คดีหลอกลวงให้รักแล้วลงทุน

-คดีข่าวปลอม

-คดีที่กระทำต่อระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยผิดกฎหมาย

-คดีเรียกค่าไถ่ทางคอมพิวเตอร์

-คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม

-คดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่เป็นขบวนการ

-คดีหลอกลวงให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน

-คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล

-คดีหลอกลวงให้ลงทุนที่ไม่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน

-คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์

-คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า บริการ ข่มขู่คุกคาม หลอกโอนเงินที่เป็นขบวนการ หรือมีผู้เสียหายจำนวนมากหลายพื้นที่

ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รับผิดชอบการสอบสวน

-คดีหลอกลวงให้ลงทุนที่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน แชร์ลูกโซ่

-คดีกู้เงินออนไลน์ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

-คดีหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ หรือค้ามนุษย์ที่มีลักษณะเป็นขบวนการ

ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนในสังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รับผิดชอบทำการสอบสวน

ทั้งนี้ ให้ ศปอส.ตร. เป็นหน่วยรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ และทำการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและลักษณะคดี ควบคุมระบบรับแจ้งความออนไลน์ ส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ เพื่อให้พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษตามระเบียบและทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ ยังได้ประชุมศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ครั้งที่ 8/2565 ประจำเดือนตุลาคม การประชุมครั้งนี้ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติ บูรณาการการทำงานร่วมกัน เสมือนว่าเป็น “สถานีตำรวจประเทศไทย” สามารถประสานการปฏิบัติกันได้โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ให้มีผู้ประสานงานแต่ละ สถานี, ศูนย์ PCT, บก. และภาค

นอกจากนี้ได้สั่งการให้ ผบช.ฯ และ ผบก.ฯให้ความสำคัญและเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองทุกครั้ง โดยให้ประชุมติดตามงานในหน่วยอย่างน้อยเดือนละ 2 – 4 ครั้ง ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ออกตรวจเยี่ยมเยียนสถานีตำรวจ กองบังคับการ ตรวจสอบกำกับดูแลให้มีการลงข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้องเป็นปัจจุบันและการดำเนินการของสถานีตำรวจในภารกิจหลัก และภารกิจสนับสนุนการปฏิบัติของ สอท. และ บช.ก. ซึ่งให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับออกตรวจการปฏิบัติงานของหน่วยในสังกัดเพื่อรับทราบปัญหาข้อขัดข้องแล้วนำมาแก้ไข หากหน่วยปฏิบัติต่าง ๆ เกิดปัญหาข้อขัดข้องในระหว่างการปฏิบัติงาน สามารถเสนอปัญหา รวมทั้งข้อเสนอแนะมายัง ศปอส.ตร. ได้ตลอดเวลา

กรณีผู้เสียหาย Walk in ให้พนักงานสอบสวนแนะนำและช่วยเหลือให้ผู้เสียหายลงในระบบรับแจ้งความออนไลน์ทุกราย และให้สอบสวนปากคำผู้เสียหายตามคำสั่ง ตร.ที่ 468/2565 ลง 21 ตุลาคม 2565 เรื่องการรับแจ้งความและการบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบฯ หากตรวจพบว่าไม่มีการลงในระบบและสอบสวนปากคำผู้เสียหายตามคำสั่งข้างต้น จะพิจารณาข้อบกพร่องหัวหน้าสถานีและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้ ผบช.สอท./เลขานุการ ศปอส.ตร. กำหนดแบบฟอร์ม สำหรับการตรวจกำกับดูแลของผู้บังคับบัญชาระดับ บช./ภ. และ บก./ภ.จว. เพื่อให้การกำกับดูแลในการรับแจ้งความออนไลน์เป็นไปแนวทางเดียวกัน

ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรมจำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2565 แบ่งเป็น 3 ห้วง ดังนี้ ห้วงแรกระหว่างวันที่ 10 – 19 ตุลาคม 2565 ห้วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 20 – 29 ตุลาคม 2565 ห้วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2565 โดยให้รายงานผลภาพรวมในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 และให้ตำรวจช่วยกันประชาสัมพันธ์โครงการที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของ ตร. เช่น โครงการไซเบอร์วัคซีน โครงการประสานความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โครงการประสานความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อให้ประชาชนทราบถึงภัยออนไลน์ และวิธีการป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและรู้เท่าทันกลโกงของคนร้าย และให้ฝ่ายเลขานุการ ศปอส.ตร. จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานฝ่ายสืบสวน และสอบสวนของ สอท. และศูนย์ PCT ภาค และ บก. เพื่อสร้างครูแม่ไก่ในแต่ละภาค กองบังคับการ ไปอบรมกับพนักงานสอบสวน และฝ่ายสืบสวนในระดับสถานีต่อไป

#มั่นใจทุกข่าวสารตำรวจเพื่อคุณ

#policeofficial

#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ