“พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ”นำทีมขยายผล 4 เคสเกี่ยวข้องนายทุนจีนสีเทาจินหลิง-ท็อปวัน-เบบี้เฟซ-คลับวัน

จากกรณีในห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเข้าตรวจสอบสถานบริการ ที่มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกันคือ นายทุนจีนเป็นเจ้าของ และใช้คนไทยเป็นนอมินี จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ร้านคลับวันพัทยา พื้นที่ สภ.เมืองพัทยา ภ.จว.ชลบุรี ซึ่งมีการตรวจค้นพบยาเสพติดจำนวนมาก, ร้านท็อปวัน พื้นที่ สน.สุทธิสาร ซึ่งพบหญิงชาวจีนเสียชีวิตหลังเที่ยวผับดังกล่าว โดยมีสาเหตุมาจากการเสพยาเกินขนาด, ร้านจินหลิง พื้นที่ สน.ยานนาวา ซึ่งตรวจค้นพบสารเสพติดในนักเที่ยวชาวจีนจำนวนกว่า 104 คน และยาเสพติดอีกจำนวนมาก สุดท้ายคือ ร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับนายทุนจีนและใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งได้มีการแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะ ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอไปแล้ว

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ดำเนินการควบคุมสั่งการสืบสวนความเชื่อมโยงของกลุ่มนายทุนจีนสีเทา ที่มีการประกอบกิจการสถานบันเทิง โดยมีการกระทำผิดแอบแฝง ทั้งเรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสืบสวน ตรวจสอบข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงทั้ง 4 แห่ง โดยละเอียด เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทั้งหมด และให้เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนายทุนจีนทั้งหมด เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมมาใช้ในการดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยแบ่งเป็นรายละเอียดตามแต่ละคดีดังนี้

กรณีที่ 1 ร้านจินหลิง พื้นที่ สน.ยานนาวา หลังจากที่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้น ร้านจินหลิง ถนนเจริญราษฎร์ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นพบสารเสพติดในปัสสาวะของนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก และพบยาเสพติดอยู่ภายในร้านจำนวนมาก จากกรณีดังกล่าว ได้มีการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย คือ นายหวง หรือ อาหวง พร้อมยึดของกลางเป็นยาเสพติดประเภท เฮโรอีน ยาอี และแฮปปี้วอเตอร์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีไว้จำหน่ายให้กับลูกค้าที่มาเที่ยวที่ร้าน และยังตรวจค้นจุดต้องสงสัยอีกกว่า 38 จุด ตรวจยึดรถหรู 5 คัน และเงินอีก 19 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลเกี่ยวกับยาเสพติด จนสามารถออกหมายจับ และจับกุมดำเนินคดีเพิ่มเติม รวมทั้งหมด 4 ราย ได้แก่

1. นายหวง หรือ อาหวงสัญชาติจีน

2. นายหลิน หรือ เสี่ยหลิน สัญชาติจีน

3. นายฉวง หรือ อาฉวง สัญชาติจีน

4. นายหัว หรือ อาหัว สัญชาติจีน

โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชน, ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้เพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน, สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด”

หลังจากจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนยังรวบรวมพยานหลักฐานและพบความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น จนสามารถขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 2 ราย ได้แก่

1. นายชัยณัฐร์ หรือ ตู้ห่าว

2. นายหยาง หรือ อาหยาง สัญชาติจีน

โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 อันเป็นการมีไว้จำหน่ายเพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน, ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 อันเป็นการมีไว้เพื่อการค้า อันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน, สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” อยู่ในระหว่างการติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองราย

กรณีที่ 2 ร้านท็อปวัน พื้นที่ สน.สุทธิสาร

จากกรณีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้มีการแถลงผลการดำเนินคดี กรณีพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีน คือ น.ส.โหยว อายุ 31 ปี ซึ่งไปเที่ยวที่ร้านท็อปวัน เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 ต่อมาได้เสียชีวิตลงเนื่องจากเสพยาเกินขนาด ซึ่งได้มีการสืบสวนและจับกุมผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซุกซ่อน อำพรางหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิตดังกล่าวไปแล้ว จำนวน 4 ราย ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอนั้น

จากสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว จึงเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า สถานบันเทิงดังกล่าว อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบเกี่ยวกับเจ้าของและผู้เกี่ยวข้อง โดยละเอียดว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือการกระทำผิดอื่น ๆ หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า สถานบันเทิงดังกล่าว ได้มีกลุ่มทุนจีนเป็นเจ้าของ โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ แต่นายทุนจีนดังกล่าวได้แสดงออกโดยชัดเจนว่า ตนมีความเป็นเจ้าของ ซึ่งมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นจำนวน 2 ราย ได้แก่

1. นายวีรยุทธ อายุ 23 ปี

2. นายจาง อายุ 48 ปี สัญชาติจีน

การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และยังดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งได้มีออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายมาดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว

กรณีที่ 3 ร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เวลา 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลัง เข้าตรวจค้นสถานบันเทิงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีน จำนวน 6 แห่ง รวมทั้งร้านเบบี้เฟซ พื้นที่ สน.คลองตัน ซึ่งผลการตรวจสอบภายในร้านพบสารเสพติดในนักท่องเที่ยว ภายในร้านจำนวน 2 ราย จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่าร้านดังกล่าวมีเจ้าของเป็นบุคคลสัญชาติจีน ซึ่งมีคนไทยเป็นนอมินี จึงได้ทำการขยายผลจนทราบว่า เจ้าของสัญชาติจีนดังกล่าว คือ นายสุ่ย หรือ เดวิด เป็นเจ้าของ จึงได้ขออนุมัติศาลเข้าค้นที่พักของนายเดวิด ที่บ้านเลขที่ 94 และ 96/1 ซอยสุขุมวิท 63 แขวงพระโขนง เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้น พบสุราต่างประเทศ 24 ขวด, ไวน์ต่างประเทศ 28 ลัง, บุหรี่ต่างประเทศจำนวน 45 คอตตอน, บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์จำนวน 15 กล่อง และอาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก จึงได้จับกุมนายเดวิด พร้อมของกลางดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ร.บ.ศุลกากรฯ และ พ.ร.บ.สรรพสามิตฯ

จากการขยายผลเพิ่มเติมพบว่านอกจาก นายเดวิดฯ ซึ่งได้จับกุมดำเนินคดีแล้วนั้น ยังมีกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก จำนวน 2 ราย โดยเป็นกลุ่มคนจีนมาลงทุนและใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี ซึ่งคนไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจ ในการตัดสินใจใด ๆ ในการทำธุรกิจดังกล่าว มีหน้าที่เพียงลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ และได้รับเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาเพิ่มเติมรวมทั้งที่จับกุมแล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย

1. บริษัท พอง แบงค็อก จำกัด (ในฐานะนิติบุคคล)

2. นายสุ่ย หรือเดวิด อายุ 47 ปี

3. นายจู้ สัญชาติจีน

4. นางทองใส

โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายฯ โดยมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจตนแต่ผู้เดียว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ฯ” โดยได้ดำเนินการจับกุมนายเดวิด และนายจู้ เฉิน แล้วรวม 2 ราย ที่เหลืออยู่ในระหว่างติดตามจับกุม

กรณีที่ 4 ร้านคลับวัน พัทยา พื้นที่ สภ.เมืองพัทยา ภ.จว.ชลบุรี จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้น ร้านคลับวัน พัทยา เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งพบยาเสพติดจำนวนมากภายในร้านดังกล่าว และได้มีการจับกุมผู้ดูแลร้านจำนวน 1 ราย ดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด และเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า ร้านดังกล่าวเป็นสถานบริการ ที่มีการกระทำผิดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงได้มีสืบสวนหาเจ้าของร้านที่แท้จริง เพื่อนำมาดำเนินคดีจนทราบว่า ร้านดังกล่าวมีบริษัท เดอะ ซิกเนเจอร์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินกิจการดังกล่าว ซึ่งมีกรรมการและผู้ถือหุ้นจำนวน 4 ราย ได้แก่

1. นายมนู อายุ 37 ปี

2. นายสุนทร อายุ 68 ปี

3. นายนิติพัฒน์ อายุ 45 ปี

4. นายแบ้งค์ อายุ 46 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด ทั้งในฐานะนิติบุคคลและฐานะส่วนตัวรวม 5 หมายจับ 4 บุคคล โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง, ร่วมกันจำหน่ายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด, ร่วมกันยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการและผู้ได้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ย้าย แก้ไข เปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนชื่อ) สถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งสามารถติดตามจับกุมมาดำเนินคดีได้ทั้งหมดแล้ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ กล่าวว่า คดีดังกล่าวทั้ง 4 คดีนี้ มีพฤติการณ์ใกล้เคียงกันทั้งหมด คือ เป็นสถานบันเทิงที่มีกลุ่มทุนจีนเป็นเจ้าของ โดยใช้คนไทยมาเป็นนอมินีบังหน้า และยังเชื่อมโยงกับการกระทำผิดประเภทอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด, บ่อนการพนัน หรือคอลเซ็นเตอร์ ในวันนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องทำความจริงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องให้กระจ่าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีความมั่นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากการเข้าค้นและจับกุมทั้งหมดในวันนี้ จะยังคงดำเนินการขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป หากพบหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดเชื่อมโยงถือผู้ใด ก็จะนำมาดำเนินคดีให้หมด ไม่มียกเว้นแน่นอน

#มั่นใจทุกข่าวสารตำรวจเพื่อคุณ

#policeofficial

#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ